ว่าด้วยGPAX GPA Grade...

posted on 04 Jan 2012 19:43 by supawidoii-b4
//เอนทรีนี้ ขอบ่นนะ//
 
 
 
เราๆท่านๆผ่านการศึกษากันมาก็มีสิ่งไม่มีชีวิตชนิดหนึ่ง.. เป็นนามธรรม.. จับต้องไม่ได้
 
ส่งผลมากมายหลากหลายขึ้นอยู่กับความจำเป็นต้องใช้/ความคาดหวัง/ความพากเพียร/ฯลฯ ของแต่ละบุคคล
 
อ่าฮะ.. ใช่แล้ว.. มันคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อีกชื่อนึงก็เกรด แล้วก็คราคร่ำไปด้วยชื่อเล่นสวยหรูดูดีมากมาย..
 
จริงอยู่ว่าเมื่อก่อนตอนพ่อแม่เรายังเด็ก  มันอาจจะชี้วัดอะไรหลายๆอย่างได้..
 
แต่ปัจจุบันนี้ล่ะ?
 
 
 
 
ตอนเด็กๆเราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรไอ้สิ่งที่เรียกว่าเกรดนี่หรอก..
 
ในระดับชั้นอนุบาล เรามีเพียงผลทางการเรียนไม่กี่ตัว.. กับการรายงานอันดับที่ในการสอบแต่ละครั้ง
 
อาจเพื่อกระตุ้นความต้องการเรียน ใฝ่รู้ใฝ่เรียนของเด็กๆ.. สร้างบรรยากาศการแข่งขันเพื่อให้เด็กๆตื่นตัว
 
แต่เชื่อเถอะ.. ตอนอนุบาลน่ะ ไม่ค่อยมีใครสนใจผลการเรียนของตัวเองกันเท่าไหร่หรอก
 
จะมีก็เอาไว้อวดเพื่อน.. ที่สำคัญเลย เอาไว้ให้พ่อแม่ผู้ปกครองไว้เกทับกัน
 
 
พอโตมาอีกหน่อย.. ขึ้นป.ประถม เด็กหลายๆคนก็ได้เกรดเฉลี่ยออกมาเป็น4.00อยู่แล้ว
 
จะใส่ใจนิดหน่อยก็ตรงที่อันดับที่ของการสอบอาจทำให้พวกเขาได้รางวัลจากพ่อแม่
 
ได้รับการชมเชยจากคุณครู
 
เอาไว้โชว์เพื่อน
 
เอาไว้อวดสาว
 
เอาไว้ไถตังค์พ่อ
 
ฯลฯ
 
(ต่อไปในวงเล็บเหลี่ยม เป็นรายละเอียดปลีกย่อย  ไม่อ่านก็ได้ไม่ว่ากัน (•‿•) )
 
[แต่การเรียนประถมในสมัยที่เราเรียนมันไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก.. ไม่เคยมีการอ่านหนังสือสอบ
 
ประกอบด้วยโรงเรียนที่เรียนสมัยประถมต้นเป็นเพียงโรงเรียนประจำอำเภอเล็กๆติดชายแดนพม่า
 
(อย่าเพิ่งนึกภาพไอ้เจ้าโรงเรียนล้อมรั้วไม้ มุงหลังคาหญ้าแฝก ทั้งโรงเรียนมีครู2คนอะไรแบบนั้น.. โรงเรียนอนุบาลแม่สอดมันไม่ถึงขั้นนั้นหรอกนะ.. อุ๊บส์)
 
เราไปถึงกลางเทอม สุดท้ายผลสอบปลายภาคของเด็กป.1ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ปรากฏว่าได้ที่2 (บราโว่~!)
 
(จากที่โรงเรียนเดิมที่ประจวบฯเราได้ที่5 ซึ่งดันมีที่3สองคน ಥ_ಥ)
 
หลังจากนั้นมาเราก็ติดท๊อปทรีมาตลอด (ใครหมั่นไส้อนุญาตให้ตบได้) ..
 
แต่คุณรู้มั้ย.. เราได้เริ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษครั้งแรกตอนป.4 !!  
 
แต่เท่าที่เราสอบถามเพื่อนๆส่วนมาก(ที่ไม่ได้เรียนที่นั่น)มักจะเริ่มเรียนกันตั้งแต่อนุบาล  ไม่งั้นก็ป.1
 
และการเรียนภาษาอังกฤษครั้งแรกตอนป.4นั่นก็เริ่มเมื่อตอนประมาณครึ่งเทอม เป็นการแจกชีท1แผ่น
 
รูปยีราฟ.. ให้เติมศัพท์หมวดร่างกาย ซึ่งแน่นอนว่าเด็กๆที่ทั้งชีวิตเพิ่งจะเริ่มเรียนก็ต้องรอเฉลย
 
เป็นการเขียนเฉลยบนกระดาน  ไม่มีการอธิบายใดๆ TuT 
 
(ต่อมาภายหลังเราค้นพบความจริงว่า ชีทนั่นเป็นการถ่ายเอกสารมาจากหนังสือเรียนเวิร์คบุ๊คเล่มแรกๆของหลักสูตรภาษาอังกฤษระดับประถม)
 
หลังจากนั้นเราก็ย้ายมาที่สุโขทัยตอนกลางเทอมเมื่อป.4
 
ที่ซึ่งเพื่อนนักเรียนทั้งห้องเรียนภาษาอังกฤษนำข้าพเจ้าไปไกลยิ่งนัก = =;;
 
เราเรียนภาษาอังกฤษคาบแรกที่นี่ก็โดนเลย ครูให้อ่านตาม.. ด้วยความสปิริตของเรา ก็ก็อ่านตาม
 
เสียงดัง.. ฟังชัด.. มั่นใจ..
 
ครู : Playground
 
นร : Playground!!
 
เรา : Playground!!!
 
ครู : Slider
 
นร : Slider!!
 
เรา : Slider!!!
 
ครู : Again..
 
เรา : Again!!!!
 
นร : ......  !!
 
เพื่อนๆทั้งห้อง40กว่าคนแม่งเงียบกันหมดเลยวึ๊ย.. 
 
ประเด็นคือครูแกจะให้อ่านซ้ำใหม่อีกรอบนึง.. ไอ้เราก็ไม่รู้ ว่า again มันแปลว่าอะไร .. ตะโกนเสียเต็มที่
 
หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ที่เป็น First impressionที่เยี่ยมมาก โดนสังคายนาเสียยกใหญ่..
 
แต่กระนั้นเราก็ยังได้ที่8ของห้อง ლ(ಠ_ಠლ) ..แต่กระนั้นเราก็ไม่เคยได้อะไรเป็นรางวัลเลย จริงๆ ซึ่งเราก็มารู้ตอนหลังอีกนั่นแหละ ว่าเพื่อนแมร่ง.. สอบได้ที่ไม่ต่ำกว่า20ได้ตังค์กันเป็นร้อย... ฟัก! ]
 
 
 
พอโตมาอีกนิด.. อยู่มัธยมต้น  เราก็เริ่มจะเล็งเห็นความสำคัญของเกรดนิดๆ
 
ขยันขึ้นมาอีกจี๊ดนึง.. แต่เกรดม.1มักจะเน่าเพราะติดนิสัยประถมมา
 
เมื่อครั้งม.ต้น ความสำคัญของเกรดที่มีผลต่อนักเรียนคือ.. ผลประโยชน์แอบแฝง.. ﴾͡๏̯͡๏﴿
 
 
 
 
ครั้นขึ้นม.ปลาย แน่นอนว่าเกรดเฉลี่ยนี่อยู่ๆก็สำคัญจัดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด
 
ไม่ใช่ว่ามันเพิ่งจะสำคัญ  แต่เราเพิ่งจะเล็งเห็น..
 
และเพราะมันสำคัญนี่แหละ  จึงเกิดประเด็น..
 
 
 
เกรด.. ตัดแบ่งเป็น 8 ระดับด้วยกัน
 
0 , 1, 1.5, 2, 2.5, 3, 3.5, 4
 
ไม่นับรวม ร , มส(หมดสิทธิ์สอบเนื่องจากขาดเรียนเกินกำหนด ..แต่บางครั้งครูก็ มส ได้เหมือนกันนะ คุณหมดสิทธฺ์สอนเราแล้ว เนื่องจากขาดสอนเกินกำหนด //ล้มโต๊ะ (╯°□°)╯︵ ┻━┻  )
 
ซึ่งเราๆท่านๆก็รู้อยู่แก่ใจ... ว่ามันไม่มีทางบ่งบอกความฉลาด หรืออะไรเทือกนั้นของเด็กนักเรียนทั้งประเทศได้อย่างเท่าเทียมกัน
 
ถ้าเราสุ่มเด็กในระดับชั้นเดียวกันมาซัก50คนทั่วประเทศ  แล้วไล่ถามเกรดเฉลี่ย
 
จากนั้นลองถามคำถามพื้นฐานง่ายๆ.. แล้วถามคำถามแอดวานซ์ซึ่งอยู่ในหลักสูตร..
 
ต่อด้วยวัดระดับไอคิว..  เชื่อได้เลยว่าไอ้เด็ก50คนที่เรียงลำดับกันตามเกรดเฉลี่ยตอนแรก
 
มันจะเปลี่ยนที่ยืนกันให้มั่วตั้วไปหมด..
 
 
 
แน่นอน เรารู้.. เกรดเฉลี่ยไม่ใช่ตัววัดที่เสถียร..
 
ยกตัวอย่างง่ายๆ  เอาแค่ในระดับชั้นเดียวกันก่อนก็ได้
 
|หมายเหตุ:ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย.. แต่ไม่ใช่ทุกที่ ทุกคน  เข้าใจนะ? |
 
 #สมมติว่า
 
          ระดับชั้นม.5 มีครูสอนวิชาเคมี 1 คน สอนทั้งหมด 6 ห้อง แต่ละห้องเรียงตามเกรดเฉลี่ยของเทอมที่แล้ว
 
          ไม่มีการคละความสามารถ การศึกษาไทยสอนให้นักเรียนแข่งขัน และ แบ่งชนชั้นวรรณะกันอยู่แล้วนี่..
 
           เด็กนักเรียน 6 ห้อง เฉลี่ยห้องละ 40 คนนี่ อาจจะเรียนคล้ายๆกัน  
 
           แต่คุณก็รู้.. หลักเกณฑ์การให้คะแนนมันไม่เหมือนกันหรอก สำหรับนักเรียนห้องเก่ง..
 
           เอ็งต้องเจ๋ง.. ต้องดี กว่าจะได้มาซึ่งคะแนนเก็บแต่ละคะแนนช่างยากลำบาก
 
           แต่ทว่าในทางกลับกัน  นักเรียนห้องท้ายๆ แค่เข้าเรียนครบก็ได้เกรด2แล้ว..  
 
           ใช่.. ความสามารถไม่เท่ากัน.. เรารู้ แต่คุณก็รู้นี่  เวลายื่นคะแนน
 
           เขาไม่ได้พิจารณาระดับลึกหรอกว่าคุณเรียนอยู่ห้องไหน จริงมั้ย? 
 
 
#สมมติว่า
 
          ในระดับชั้นม.4 มีครูสอนชีวะ 2คน..  หรือมากกว่า
 
          ผลที่ได้จะคล้ายๆกรณีแรก แต่มันจะมีความคลาดเคลื่อนกว่ากันเยอะ..
 
 
#สมมติอีกว่า
 
          มีครูสอนฟิสิกส์คนเดียวทั้งสายชั้น.. แต่ครูเปิดสอนพิเศษด้วย..
 
          เอ่อ... อื้มมม.. เกรดที่ออกมาจะแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆอย่างค่อนข้างชัดเจน..
 
 
 
 
 
นี่เป็นแค่กรณีตัวอย่างเล็กน้อยหอยนางรมในสังคมไทย..
 
การศึกษาไทยทุกวันนี้ไม่มีความเท่าเทียมกันอย่างเห็นได้ชัด
 
ไม่มีความเสถียร.. ไม่มีความสมดุล.. 
 
เด็กนักเรียนไทยเรียนกันเทอมละ14 15 รหัส
 
วันละ 7 8คาบ  เรียนเลิก4โมงเย็น บางกรณีก็มีการนัดเด็กนอกเวลาสำหรับเรื่องเยอะแยะตาแป๊ะไก่ อย่างเช่น
 
สอนเสริม (จริงๆคือสอนไม่ทัน) นัดสอบเก็บคะแนน (เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีคะแนนเก็บเลย)
 
เด็กพิเศษ กิ๊ฟเต๊ด-Gifted สแมท-SMAT อีพี-EP ก็บวกเพิ่มเอา..
 
เรียนที่โรงเรียนเสร็จก็เรียนพิเศษ  เสาร์ อาทิตย์ก็เรียนพิเศษ
 
กลับบ้านมาไหนจะต้องเล่นเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ บีบี วอทแอพ ฮูส์เฮียร์ นู่นนี่นั่น..
 
พอดีกัน  หมดเวลาสำหรับการบ้านอันมหาศาลบานตะไท
 
และการอ่านหนังสือ ทำข้อสอบสำหรับเตรียมสอบใหญ่..
 
สุดท้ายแล้ว  ด้วยองค์ประกอบทั้งหมด เกรดเฉลี่ยที่ได้ก็ไม่เป็นที่พอใจ และเมื่อเทียบกับสถาบันอื่นๆ
 
สิ่งที่จะประจักษ์คือความไม่ยุติธรรมที่นักเรียนมัธยม และ เทียบเท่าได้รับ
 
ถ้าให้เด็กโรงเรียนโนเนมคนหนึ่งบอกเกรดมาเป็น 4.00 เทียบกับ เด็กโรงเรียนจีเนียสชื่อดังที่ได้เกรด2.38...
 
แค่นี้เราท่านก็คงจะเห็นได้ชัด.. เกรดเฉลี่ยเป็นเพียงเปลือกนอก..
 
เป็นเพียงสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การร้องไห้ฟูมฟาย จะเป็นจะตายถ้ามันลดลงมาซักนิดทั้งๆที่เราพยายามแล้ว..
 
ตัวแปร และ รายละเอียดปลีกย่อย.. องค์ความรู้..  
 
และ ประโยชน์ที่เราได้รับต่างหากที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของนักเรียนสักคนนึง
 
นี่เป็นความจริง.. ที่เราต่างก็รู้  แต่มีเพียงคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้..  ไม่แน่ใจว่าเค้ารู้.. หรือแกล้งไม่รู้..
 
ก็ได้แต่หวัง.. ว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง..
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
**เราอาจจะบ่นยาวเกินไป.. ตามไปฟังเราบ่นสั้นๆ 140ตัวอักษรได้นะ.. @SUPAWIDA

 
ชี้แจงก่อนนะ : คลิปวีดิโอนี้เป็นคลิปภาพยนตร์สั้นที่ตัวแทนรร.สุโขทัยวิทยาคม
(รร.เราเอง และไอ้ตัวแทนที่ว่าก็เพื่อนเราเอง) Money mouth
 
ส่งเข้าแข่งขันในงานศิลปหัตถกรรม เขต38 เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่านมา..
 
ผลการประกวดก็ได้เหรียญทอง ด้วยคะแนน82คะแนน
 
แต่ได้ที่ 6 เลยไม่ได้เป็นตัวแทนเขตไปแข่งระดับภาคต่อTongue out  ..จริงๆแล้วไอ้82คะแนนนี่เราว่ามันเจ๋งแล้วนะ
 
สำหรับการทำงานวันอาทิตย์แต่ต้องเสร็จวันจันทร์เพื่อที่จะได้ปรับปรุงให้สมบูรณ์ที่สุดให้ทันวันพฤหัสฯ //แถ
 
แต่ว่าโดนหักคะแนนStory bord ที่กรรมการบังคับส่งแต่ไม่ได้ส่งไปอีก 10 คะแนน Foot in mouth
 
ซึ่ง..!  เราเองก็มีส่วนร่วมในคลิปนี้ด้วยแหละ ..ไว้ดูจบจะเฉลยละกันว่าเราทำอะไร แต่ตอนนี้ขออุบไว้ก่อนEmbarassed
 
 
 
 
ใครที่เคยทำวีดิโอแนวๆนี้น่าจะพอเดาออกนะว่าเบื้องหลังมันวุ่นวายซับซ้อนขนาดไหน 55

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เอาล่ะ... ใครพอเดาได้บ้างว่าเราทำหน้าที่อะไร 
 
Ans: ไอ แอม คาเมร่า แมน!!!   (โห.. สำเนียงไทย-อิ๊งลิ๊ชมาก)
 
 
** ยังไงก็ฝากติ-ชม มือใหม่ทีมหัดทำหนังสั้นด้วยแล้วกันนะฮ๊าฟฟ  ใครมีเทคนิคอะไร ปรับปรุงตรงส่วนไหนวานบอก เพื่อเป็นวิทยาทานแก่งานหน้าเนอะ  Money mouth
 
 
 
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
นอกเรื่อง(อ่านข้ามได้  ไม่สำคัญ) : เอนทรีนี้กระซิบบอกกับตัวเองว่านี่คือการอัพเฉพาะกิจ  ขืนทิ้งไว้นานกว่านี้ฝุ่นอาจหนาครึ่งนิ้วได้ แล้วก็.. ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เล่นด้วยแหละ อาจจะไม่ค่อยมีโอกาสไปตอบใคร ยังไงก็ถ้ามีเวลา(จริงๆแล้วคือมีเวลาจากการเล่นเฟซ และ ทวิต และ ยูทูป 55) เราจะพยายามไปเยี่ยมเยือนทุกๆนะ //เอนทรีที่ดร๊าฟไว้มีประมาณเจ็ดแปดอัน แต่ยังไม่ได้Publishซักกะอันเพราะยังไม่สมบูรณ์  ไว้โอกาสหน้าเจอกันนะฮ๊าฟฟ 
 
 
 
 
 
ใครมีอะไรทักทายได้นะที่ Twitter : @SUPAWIDA   

edit @ 25 Nov 2011 20:11:33 by PUNGKLOM

แด่มนุษย์ ทุกเพศ ทุกวัย

posted on 15 Sep 2011 22:44 by supawidoii-b4
แด่มนุษย์ผู้เจริญวัย
 
cc:มนุษย์ผู้เยาว์วัย
 
 
ผู้ใหญ่ที่เรียกตัวเองว่าพ่อแม่ ..ผู้ปกครอง  
 
พวกเขาเหล่านั้นเคยเป็นเด็กกันไหมนะ?
 
พวกเขาเคยร้องไห้งอแงอยากกินขนมกันไหมนะ?
 
พวกเขาเคยดีดดิ้นวี้ดว้ายอยากได้ของเล่นกันไหมนะ?
 
พวกเขาเคยมีความคิดแบบอินดี้สุดๆกันไหมนะ?
 
พวกเขาเคยแอบเอาของสุดเจ๋งไปอวดเพื่อนที่โรงเรียนไหมนะ?
 
พวกเขาเคยถูกพ่อแม่ของพวกเขาทิ้งขว้างไหมนะ?
 
เวลาที่พวกเขาถูกขัดใจ พวกเขารู้สึกยังไงกันนะ?
 
พวกเขาเคยเป็นวัยรุ่นไหมนะ?
 
พวกเขาเคยต้องการอิสระไหมนะ?
 
พวกเขาเคยได้รับคำพูดรุนแรงจากคนที่พวกเขารักที่สุดไหมนะ?
 
พวกเขาเคนต้องร้องไห้หนักเท่าฉันไหมนะ?
 
แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาจะตาบวมเป็นลูกปิงปองเหมือนฉันหรือเปล่า?
 
พวกเขาเคยโหยหาคำปลอบโยนกันบ้างไหม?
 
พวกเขาเคยต้องการอ้อมกอดอุ่นๆในบางเวลาบ้างหรือเปล่า?
 
พวกเขาจะรู้บ้างไหม ..ว่าแค่สัมผัสเบาๆบนหัว มันมีผลต่อความรู้สึกขนาดไหน?
 
พวกเขาเคย ....... บางหรือเปล่า?
 
 
 
 
แล้วถ้าเคย ,,จนถึงวันนี้ พวกเขาจะยังจำมันได้ไหมนะ?
 
 
 
ผู้ใหญ่ที่เรียกตัวเองว่าครู  ..ผู้บริหาร ..บุคลากรทางการศึกษา
 
..เคยก่นด่าวิธีการสอนของครูของพวกเขาไหมนะ?
 
..เคยโอดครวญเวลาได้งานหนักๆหรือเปล่า?
 
..เคยกล่าวโทษระบบการศึกษากันไหม?
 
..เคยลอกการบ้านเพื่อนหรือเปล่า?
 
..เคยถูกผู้สอนดุด่าบ้างไหม?
 
..เคยก่ออคติเล็กๆในใจต่อใคร หรือวิชาไหนบ้างหรือเปล่า?
 
..เคยรู้สึกเสียหน้าเมื่อยามถูกประจานบ้างไหม?
 
..เคยรู้สึกแย่สุดหัวใจเมื่อโดนจิกกัดบ้างหรือเปล่า?
 
..เคยเบ้ปากใส่ถ้อยคำสวยหรูที่ลอยล่องนั่นไหมนะ?
 
ถ้าเคย ...พวกเขาจะลืมมันไปหรือยัง?
 
 
หากวัยเด็กของนักการเมืองบางคนเคยคิดว่า "พวกมึงโกง ใครๆเขาก็รู้
ทุกวันนี้จะแปรเปลี่ยนเป็น "กูโกง ..ใครเค้าไม่รู้หรอก" ไหมนะ?
 
หากวัยเด็กของครูผู้สอนบางคนเคยคิดว่า "ต้องตั้งใจเรียน ..จะได้มีความรู้ ได้คะแนนดีๆ"
ทุกวันนี้จะกลายเป็นว่า "ตั้งใจไปก็เท่านั้น ..ใครเรียนพิเศษกับฉัน มันผู้นั้นเท่านั้นที่ได้เกรด4" กันหรือเปล่า?
 
หากวัยเด็กของนักข่าว ความคิดของเขาบางคนคือ "ต้องตรงไปตรงมา ..ยุติธรรม จริยธรรม"
ตอนนี้จะยังคงเป็นแบบนั้นอยู่หรือไม่?
 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ในวัยเด็ก  ความคิดอ่านของใครๆยังคงเป็นสีใกล้ขาว ..แล้วทุกวันนี้เล่า  เป็นสีอะไร?
 
เด็กทุกวันนี้ตื่นสายกว่าวันฉันเป็นเด็ก..    ปลุกยากปลุกเย็นกันนัก    --ทำไมล่ะ?
 
 
 
 
หรือเพราะอะไรๆมันง่ายเกินไป
 
 
 
 
 
 
วันนี้
 
ไม่จำเป็นต้องตื่นแต่เช้าตรู่ ไม่ต้องรีบกลับบ้าน ...ก็มีการ์ตูนดู
 
วันนั้นอันไกลโพ้น
 
ต้องรีบตื่น.. เพราะหากสายจะพลาด  มารูโกะ  ชินจัง  เบ้นท์โบ้ท พิงค์แพนเตอร์  เจ้าขุนทอง ทุ่งแสงตะวัน 
 
ต้องรีบกลับบ้าน.. เดี๋ยวไม่ทัน เทเลทับบี้ บ้านเด็กดี กล้วยหอมจอมซน เพื่อนแก้วเจ้าปัญญา อิคคิวซัง โดเรม่อน
 
 
 
 
 
วันนั้นอีกที
 
สังคมเคยดีกว่านี้ ..ในความคิดฉัน
 
วันนี้อีกครั้ง ...
 
เพื่อนร่วมสายชั้น น้องร่วมสถาบันหลายคน มีโอกาสกลายเป็นพ่อแม่คนสูง..
 
บางคนกำลังจะเป็น..   บางคนกำลังเป็น.. และบางคนเป็นมานานแล้ว..
 
หลานฉันบางคนลืมตาดูโลกตั้งแต่ฉันกำลังเรียนเรื่องแมทริกซ์
 
บางคนดิ้นในท้องแม่ตอนฉันเรียนลอการิทึม
 
บางคนหัดเดินตอนฉันเรียนสมบัติของคลื่น..
 
 
 
แล้วพ่อแม่ของหลานฉัน ..จะทำอย่างไร    
 
แล้วผู้ใหญ่ในสังคม ... จะคิดอย่างไร
 
**********
 
 
หากฉันได้รับสายตาเคลือบแคลง เมื่ออธิบายเรื่องระบบสืบพันธุ์มนุษย์อย่างละเอียด
 
หากฉันได้รับถ้อยคำถากถาง  เมื่อพูดคุยเรื่องการคุมกำเนิดอย่างเห็นภาพจนเกินไป?
 
หากฉัน...........................................................................................................
 
หากฉัน...........................................................................................................
 
หากฉัน...........................................................................................................
 
 
นี่ไม่ใช่เรื่องที่สังคมทุกวันนี้ควรรู้หรอกหรือ?
 
ในวันที่สื่อลามกหาดูได้ง่ายกว่าหนังสือวิชาการเนี่ยนะ?
 
ในวันที่ผลการค้นหาของคำว่า "ม.ต้น" และ "ม.ปลาย"  กลายเป็นช่องทางบำเรอกามารมณ์?
 
 
 
 
หากเยาวชนทุกคนคิดได้คงจะดี
 
แต่หากคิดได้กันจริงๆ  ฉันจะมีหลานไหม?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขออภัยหากเอนทรีนี้หนักเกินไป ..