ว่าด้วยGPAX GPA Grade...
posted on 04 Jan 2012 19:43 by supawidoii-b4//เอนทรีนี้ ขอบ่นนะ//
เราๆท่านๆผ่านการศึกษากันมาก็มีสิ่งไม่มีชีวิตชนิดหนึ่ง.. เป็นนามธรรม.. จับต้องไม่ได้
ส่งผลมากมายหลากหลายขึ้นอยู่กับความจำเป็นต้องใช้/ความคาดหวัง/ความพากเพียร/ฯลฯ ของแต่ละบุคคล
อ่าฮะ.. ใช่แล้ว.. มันคือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อีกชื่อนึงก็เกรด แล้วก็คราคร่ำไปด้วยชื่อเล่นสวยหรูดูดีมากมาย..
จริงอยู่ว่าเมื่อก่อนตอนพ่อแม่เรายังเด็ก มันอาจจะชี้วัดอะไรหลายๆอย่างได้..
แต่ปัจจุบันนี้ล่ะ?
ตอนเด็กๆเราก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรไอ้สิ่งที่เรียกว่าเกรดนี่หรอก..
ในระดับชั้นอนุบาล เรามีเพียงผลทางการเรียนไม่กี่ตัว.. กับการรายงานอันดับที่ในการสอบแต่ละครั้ง
อาจเพื่อกระตุ้นความต้องการเรียน ใฝ่รู้ใฝ่เรียนของเด็กๆ.. สร้างบรรยากาศการแข่งขันเพื่อให้เด็กๆตื่นตัว
แต่เชื่อเถอะ.. ตอนอนุบาลน่ะ ไม่ค่อยมีใครสนใจผลการเรียนของตัวเองกันเท่าไหร่หรอก
จะมีก็เอาไว้อวดเพื่อน.. ที่สำคัญเลย เอาไว้ให้พ่อแม่ผู้ปกครองไว้เกทับกัน
พอโตมาอีกหน่อย.. ขึ้นป.ประถม เด็กหลายๆคนก็ได้เกรดเฉลี่ยออกมาเป็น4.00อยู่แล้ว
จะใส่ใจนิดหน่อยก็ตรงที่อันดับที่ของการสอบอาจทำให้พวกเขาได้รางวัลจากพ่อแม่
ได้รับการชมเชยจากคุณครู
เอาไว้โชว์เพื่อน
เอาไว้อวดสาว
เอาไว้ไถตังค์พ่อ
ฯลฯ
(ต่อไปในวงเล็บเหลี่ยม เป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่อ่านก็ได้ไม่ว่ากัน (•‿•) )
[แต่การเรียนประถมในสมัยที่เราเรียนมันไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก.. ไม่เคยมีการอ่านหนังสือสอบ
ประกอบด้วยโรงเรียนที่เรียนสมัยประถมต้นเป็นเพียงโรงเรียนประจำอำเภอเล็กๆติดชายแดนพม่า
(อย่าเพิ่งนึกภาพไอ้เจ้าโรงเรียนล้อมรั้วไม้ มุงหลังคาหญ้าแฝก ทั้งโรงเรียนมีครู2คนอะไรแบบนั้น.. โรงเรียนอนุบาลแม่สอดมันไม่ถึงขั้นนั้นหรอกนะ.. อุ๊บส์)
เราไปถึงกลางเทอม สุดท้ายผลสอบปลายภาคของเด็กป.1ที่เพิ่งย้ายมาใหม่ปรากฏว่าได้ที่2 (บราโว่~!)
(จากที่โรงเรียนเดิมที่ประจวบฯเราได้ที่5 ซึ่งดันมีที่3สองคน ಥ_ಥ)
หลังจากนั้นมาเราก็ติดท๊อปทรีมาตลอด (ใครหมั่นไส้อนุญาตให้ตบได้) ..
แต่คุณรู้มั้ย.. เราได้เริ่มเรียนวิชาภาษาอังกฤษครั้งแรกตอนป.4 !!
แต่เท่าที่เราสอบถามเพื่อนๆส่วนมาก(ที่ไม่ได้เรียนที่นั่น)มักจะเริ่มเรียนกันตั้งแต่อนุบาล ไม่งั้นก็ป.1
และการเรียนภาษาอังกฤษครั้งแรกตอนป.4นั่นก็เริ่มเมื่อตอนประมาณครึ่งเทอม เป็นการแจกชีท1แผ่น
รูปยีราฟ.. ให้เติมศัพท์หมวดร่างกาย ซึ่งแน่นอนว่าเด็กๆที่ทั้งชีวิตเพิ่งจะเริ่มเรียนก็ต้องรอเฉลย
เป็นการเขียนเฉลยบนกระดาน ไม่มีการอธิบายใดๆ TuT
(ต่อมาภายหลังเราค้นพบความจริงว่า ชีทนั่นเป็นการถ่ายเอกสารมาจากหนังสือเรียนเวิร์คบุ๊คเล่มแรกๆของหลักสูตรภาษาอังกฤษระดับประถม)
หลังจากนั้นเราก็ย้ายมาที่สุโขทัยตอนกลางเทอมเมื่อป.4
ที่ซึ่งเพื่อนนักเรียนทั้งห้องเรียนภาษาอังกฤษนำข้าพเจ้าไปไกลยิ่งนัก = =;;
เราเรียนภาษาอังกฤษคาบแรกที่นี่ก็โดนเลย ครูให้อ่านตาม.. ด้วยความสปิริตของเรา ก็ก็อ่านตาม
เสียงดัง.. ฟังชัด.. มั่นใจ..
ครู : Playground
นร : Playground!!
เรา : Playground!!!
ครู : Slider
นร : Slider!!
เรา : Slider!!!
ครู : Again..
เรา : Again!!!!
นร : ...... !!
เพื่อนๆทั้งห้อง40กว่าคนแม่งเงียบกันหมดเลยวึ๊ย..
ประเด็นคือครูแกจะให้อ่านซ้ำใหม่อีกรอบนึง.. ไอ้เราก็ไม่รู้ ว่า again มันแปลว่าอะไร .. ตะโกนเสียเต็มที่
หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ที่เป็น First impressionที่เยี่ยมมาก โดนสังคายนาเสียยกใหญ่..
แต่กระนั้นเราก็ยังได้ที่8ของห้อง ლ(ಠ_ಠლ) ..แต่กระนั้นเราก็ไม่เคยได้อะไรเป็นรางวัลเลย จริงๆ ซึ่งเราก็มารู้ตอนหลังอีกนั่นแหละ ว่าเพื่อนแมร่ง.. สอบได้ที่ไม่ต่ำกว่า20ได้ตังค์กันเป็นร้อย... ฟัก! ]
พอโตมาอีกนิด.. อยู่มัธยมต้น เราก็เริ่มจะเล็งเห็นความสำคัญของเกรดนิดๆ
ขยันขึ้นมาอีกจี๊ดนึง.. แต่เกรดม.1มักจะเน่าเพราะติดนิสัยประถมมา
เมื่อครั้งม.ต้น ความสำคัญของเกรดที่มีผลต่อนักเรียนคือ.. ผลประโยชน์แอบแฝง.. ﴾͡๏̯͡๏﴿
ครั้นขึ้นม.ปลาย แน่นอนว่าเกรดเฉลี่ยนี่อยู่ๆก็สำคัญจัดขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด
ไม่ใช่ว่ามันเพิ่งจะสำคัญ แต่เราเพิ่งจะเล็งเห็น..
และเพราะมันสำคัญนี่แหละ จึงเกิดประเด็น..
เกรด.. ตัดแบ่งเป็น 8 ระดับด้วยกัน
0 , 1, 1.5, 2, 2.5, 3, 3.5, 4
ไม่นับรวม ร , มส(หมดสิทธิ์สอบเนื่องจากขาดเรียนเกินกำหนด ..แต่บางครั้งครูก็ มส ได้เหมือนกันนะ คุณหมดสิทธฺ์สอนเราแล้ว เนื่องจากขาดสอนเกินกำหนด //ล้มโต๊ะ (╯°□°)╯︵ ┻━┻ )
ซึ่งเราๆท่านๆก็รู้อยู่แก่ใจ... ว่ามันไม่มีทางบ่งบอกความฉลาด หรืออะไรเทือกนั้นของเด็กนักเรียนทั้งประเทศได้อย่างเท่าเทียมกัน
ถ้าเราสุ่มเด็กในระดับชั้นเดียวกันมาซัก50คนทั่วประเทศ แล้วไล่ถามเกรดเฉลี่ย
จากนั้นลองถามคำถามพื้นฐานง่ายๆ.. แล้วถามคำถามแอดวานซ์ซึ่งอยู่ในหลักสูตร..
ต่อด้วยวัดระดับไอคิว.. เชื่อได้เลยว่าไอ้เด็ก50คนที่เรียงลำดับกันตามเกรดเฉลี่ยตอนแรก
มันจะเปลี่ยนที่ยืนกันให้มั่วตั้วไปหมด..
แน่นอน เรารู้.. เกรดเฉลี่ยไม่ใช่ตัววัดที่เสถียร..
ยกตัวอย่างง่ายๆ เอาแค่ในระดับชั้นเดียวกันก่อนก็ได้
|หมายเหตุ:ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย.. แต่ไม่ใช่ทุกที่ ทุกคน เข้าใจนะ? |
#สมมติว่า
ระดับชั้นม.5 มีครูสอนวิชาเคมี 1 คน สอนทั้งหมด 6 ห้อง แต่ละห้องเรียงตามเกรดเฉลี่ยของเทอมที่แล้ว
ไม่มีการคละความสามารถ การศึกษาไทยสอนให้นักเรียนแข่งขัน และ แบ่งชนชั้นวรรณะกันอยู่แล้วนี่..
เด็กนักเรียน 6 ห้อง เฉลี่ยห้องละ 40 คนนี่ อาจจะเรียนคล้ายๆกัน
แต่คุณก็รู้.. หลักเกณฑ์การให้คะแนนมันไม่เหมือนกันหรอก สำหรับนักเรียนห้องเก่ง..
เอ็งต้องเจ๋ง.. ต้องดี กว่าจะได้มาซึ่งคะแนนเก็บแต่ละคะแนนช่างยากลำบาก
แต่ทว่าในทางกลับกัน นักเรียนห้องท้ายๆ แค่เข้าเรียนครบก็ได้เกรด2แล้ว..
ใช่.. ความสามารถไม่เท่ากัน.. เรารู้ แต่คุณก็รู้นี่ เวลายื่นคะแนน
เขาไม่ได้พิจารณาระดับลึกหรอกว่าคุณเรียนอยู่ห้องไหน จริงมั้ย?
#สมมติว่า
ในระดับชั้นม.4 มีครูสอนชีวะ 2คน.. หรือมากกว่า
ผลที่ได้จะคล้ายๆกรณีแรก แต่มันจะมีความคลาดเคลื่อนกว่ากันเยอะ..
#สมมติอีกว่า
มีครูสอนฟิสิกส์คนเดียวทั้งสายชั้น.. แต่ครูเปิดสอนพิเศษด้วย..
เอ่อ... อื้มมม.. เกรดที่ออกมาจะแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆอย่างค่อนข้างชัดเจน..
นี่เป็นแค่กรณีตัวอย่างเล็กน้อยหอยนางรมในสังคมไทย..
การศึกษาไทยทุกวันนี้ไม่มีความเท่าเทียมกันอย่างเห็นได้ชัด
ไม่มีความเสถียร.. ไม่มีความสมดุล..
เด็กนักเรียนไทยเรียนกันเทอมละ14 15 รหัส
วันละ 7 8คาบ เรียนเลิก4โมงเย็น บางกรณีก็มีการนัดเด็กนอกเวลาสำหรับเรื่องเยอะแยะตาแป๊ะไก่ อย่างเช่น
สอนเสริม (จริงๆคือสอนไม่ทัน) นัดสอบเก็บคะแนน (เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีคะแนนเก็บเลย)
เด็กพิเศษ กิ๊ฟเต๊ด-Gifted สแมท-SMAT อีพี-EP ก็บวกเพิ่มเอา..
เรียนที่โรงเรียนเสร็จก็เรียนพิเศษ เสาร์ อาทิตย์ก็เรียนพิเศษ
กลับบ้านมาไหนจะต้องเล่นเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ บีบี วอทแอพ ฮูส์เฮียร์ นู่นนี่นั่น..
พอดีกัน หมดเวลาสำหรับการบ้านอันมหาศาลบานตะไท
และการอ่านหนังสือ ทำข้อสอบสำหรับเตรียมสอบใหญ่..
สุดท้ายแล้ว ด้วยองค์ประกอบทั้งหมด เกรดเฉลี่ยที่ได้ก็ไม่เป็นที่พอใจ และเมื่อเทียบกับสถาบันอื่นๆ
สิ่งที่จะประจักษ์คือความไม่ยุติธรรมที่นักเรียนมัธยม และ เทียบเท่าได้รับ
ถ้าให้เด็กโรงเรียนโนเนมคนหนึ่งบอกเกรดมาเป็น 4.00 เทียบกับ เด็กโรงเรียนจีเนียสชื่อดังที่ได้เกรด2.38...
แค่นี้เราท่านก็คงจะเห็นได้ชัด.. เกรดเฉลี่ยเป็นเพียงเปลือกนอก..
เป็นเพียงสิ่งที่ไม่ควรค่าแก่การร้องไห้ฟูมฟาย จะเป็นจะตายถ้ามันลดลงมาซักนิดทั้งๆที่เราพยายามแล้ว..
ตัวแปร และ รายละเอียดปลีกย่อย.. องค์ความรู้..
และ ประโยชน์ที่เราได้รับต่างหากที่จะบ่งบอกถึงประสิทธิภาพของนักเรียนสักคนนึง
นี่เป็นความจริง.. ที่เราต่างก็รู้ แต่มีเพียงคนกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ไม่รู้.. ไม่แน่ใจว่าเค้ารู้.. หรือแกล้งไม่รู้..
ก็ได้แต่หวัง.. ว่าคงจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง..
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
**เราอาจจะบ่นยาวเกินไป.. ตามไปฟังเราบ่นสั้นๆ 140ตัวอักษรได้นะ.. @SUPAWIDA
Tags: การศึกษา, ครู, บ่น, พุงกลม, ยาว, เครียด, เพ้อเจ้อ, เรียนพิเศษ5 Comments

#1 By Boymang*~ on 2012-01-05 21:00